Oct 12

สโลว์ ฟู้ด (Slow Food)ปรากฏการณ์ใหม่!

หาก พูดถึงอาหารฟาสต์ฟู้ด เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นกันดีเพราะแม้แต่ลูกเด็กเล็กแดงยังร้องกระจองงอแงให้ พ่อแม่พาไปนั่งกิน แต่ก็นั่นแหละถึงแม้ว่าเราจะรู้ๆกันอยู่ว่าอาหารประเภทนี้คนไทยไปรับเอา วัฒนธรรมมาจากเมืองฝรั่งเค้า ซึ่งตามหลักโภชนาการแล้วมันมีโทษมากกว่าประโยชน์ ทั้งสารก่อมะเร็ง โรคอ้วน และอีกสารพัด แต่วันนี้มีแนวคิดใหม่ในสิ่งที่ตรงกันข้าม


แนวคิดแบบสโลว์ ฟู้ด
องค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตให้ช้าลง นอกจากจะช่วยฝึกฝนสติแล้ว ยังให้ความใส่ใจในการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อาหารก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ สโลว์ ฟู้ด (Slow Food) จึงเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น และช่วยกระตุ้นให้ผู้คนหันมาใส่ใจ
วิถีการใช้ชีวิตแนวนี้
วิไลลักษณ์ ถิรนุทธิ เขียนไว้ในบทความ Slow Food ว่า เริ่มก่อตั้งเป็นครั้งแรก  ในประเทศอิตาลี เมื่อปี 1986 โดย Carlo Petrini นักข่าวชาวอิตาเลียนประจำคอลัมน์อาหารและไวน์ที่รับไม่ได้กับการแผ่อำนาจของบริษัทฟาสต์ฟู้ดอย่างแมคโดนัลด์ ที่เข้ามารุกรานวัฒนธรรมการกินอันเก่าแก่ของชาวอิตาเลียนไป จุดประสงค์แรกเริ่มของเขา
ก็ เพื่อจะโปรโมทอาหารและไวน์ท้องถิ่น สนับสนุนให้คนหันมากินอาหารกันช้าๆ ใช้เวลาชื่นชมกับอาหารที่ตัวเองกิน กินไปคุยไป สังสรรค์กับเพื่อนฝูงไปเหมือนในสมัยก่อน
ต่อ มาจุดประสงค์นี้ ก็แผ่ไปถึงการสงวนพืชพันธุ์และผักผลไม้ท้องถิ่น ซึ่งนับวันมีแต่จะหายไป เพราะถูกแทนที่ด้วยผักผลไม้ที่ผลิตจากโรงงาน พืชผักอื่นๆ ที่เคยมีให้เลือกหลายพันธุ์ตามฤดูกาล ปัจจุบันก็มีเหลือให้เห็นอยู่ไม่กี่พันธุ์ ส่วนที่เหลือนั้นสูญหายไปเกือบหมดแล้ว เพราะผลิตมาก็ถูกซูเปอร์มาร์เก็ตตีกลับ เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ขนาดไม่ได้มาตรฐาน สีไม่สวยสด ชาวไร่ชาวนาที่ผลิตผักผลไม้ส่งห้างจึงเลิกปลูกพันธุ์ที่ห้างไม่ซื้อไปโดยปริยาย ผักผลไม้ต่างๆ ที่เคยมีกันหลากหลายจึงเหลืออยู่นับพันธุ์ได้ในปัจจุบัน เพราะเหตุดังกล่าว Slow Food จึง ต่อต้านการตั้งมาตรฐานของอาหารตามหลักของซูเปอร์มาร์เก็ต แต่สนับสนุนความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช และสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น จัดงานเทศกาลอาหารและไวน์คุณภาพดี ทุก 2 ปี มีการจัดอบรมเรื่องการเลือกซื้อ การชิม และการปรุงอาหารให้กับสมาชิกซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่ 83,000 คนแล้วทั่วโลก ทั้งในอิตาลี เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐ อเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอังกฤษ ในอังกฤษ นั้นมีสมาชิกของ Slow Food แล้วถึง 1,500 คน ส่วนในอเมริกาก็มีศูนย์ของ Slow Food ตั้งอยู่หลายเมืองทั่วประเทศ ส่วน ในเมืองไทยภาพของสโลว์ ฟู้ด อาจจะยังดูไม่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ผลิตหลายฝ่ายที่หันมาให้ความสนใจกับการผลิตอาหารปลอดสารพิษ และเริ่มมีกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจกับแนวคิดสโลว์ ฟู้ดหันมาบริโภคพืชพันธุ์ที่ปลูกได้เองในประเทศไทยมากขึ้น


ข้อ ดีของการกินอาหารแบบสโลว์ยังมีส่วนช่วยสร้างความสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อม ในแง่ความหลากหลายของพืชพันธุ์ตามธรรมชาติ การลดการใช้สารเคมีในการสร้างผลผลิต ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนซื้อกับคนขายแทนที่จะไปซื้อเอาตามซูเปอร์ มาร์เก็ตอย่างเดียว และยังช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวอบอุ่นขึ้นเมื่อได้มานั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน โดยไม่รีบเร่งด้วยอาหารที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากท้องถิ่นของเราเอง ฟังแล้วอาจเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนเรา ไม่ต้องเอาอะไรมากหรอก มาเริ่มที่ตัวเรา
ก่อนเลยละกัน มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า


ก็ได้
Last Updated ( Wednesday, 24 October 2007 )

Permanent link to this article: https://www.library.rmutt.ac.th/?p=742